...นในสภาพแวดล้อม อาจทำให้ผู้ชาย ‘ช้างน้อยเล็กลง’ . สภาพแวดล้อมในโลกปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยสารเคมี ‘ใหม่ๆ’ ที่คนในยุคก่อนไม่เคยเข้าใกล้มาก่อน และมนุษย์ก็ค้นพบเบาะแสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าการใกล้ชิดกับสารเคมีพวกนี้อาจทำให้เกิดผลบางอย่างกับร่างกาย . คำว่า ‘สารก่อมะเร็ง’ ก็เกิดจากการศึกษาวิจัยเหล่านี้ ซึ่งสารเคมีต่างๆ ที่ถูกผลิตออกมาใช้ทั่วไป ถ้ามันพิสูจน์ได้ว่า ‘ไม่เป็นพิษ’ ก็จะได้รับอนุญาตให้ขายได้ หรือถ้า ‘เป็นพิษ’ ก็ต้องใส่คำเตือนอะไรก็ว่าไป แต่ปัญหาคือเวลาเราพูดถึงการ ‘เป็นพิษ’ เรามักจะพูดถึงผลที่จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อได้รับสาร ซึ่งนั่นเป็นคนละเรื่องกับผลที่เกิดจากการรับสารเข้าไปในระยะเป็นสิบๆ ปีค่อยทำให้เกิด ‘ความเจ็บป่วย’ . ‘มะเร็ง’ คือผลอย่างหนึ่งของการรับสารพวกนี้เข้าไปนานๆ แต่ปัญหาคือมันไม่ใช่ผล ‘แบบเดียว' ของการรับสารเคมีในสภาพแวดล้อมไปนานๆ และการศึกษาผลในด้านอื่นๆ ก็กำลังเกิดขึ้นอยู่ . เพื่อให้เห็นภาพว่ามนุษย์รู้น้อยแค่ไหนถึง ‘ผลระยะยาว’ ของการรับสารต่างๆ เข้าร่างกาย ต้องบอกว่าปัจจุบันมนุษย์ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ ‘สารเคมีก่อมะเร็ง’ มากที่สุด แต่ยังสามารถระบุสารก่อมะเร็งได้เพียง 1,000 กว่าตัว จากสารกว่า 50 ล้านตัวที่มนุษย์รู้จัก . ขนาดผลในการก่อมะเร็งที่มนุษย์รู้ถึงอันตรายของมันมากที่สุดแล้วก็ยังรู้เพียงแค่นี้ ก็คงไม่ต้องพูดว่าผลอื่นๆ มนุษย์จะรู้น้อยแค่ไหน และมนุษย์ก็ใช้ชีวิตใน ‘ความไม่รู้’ แบบนี้เรื่อยมา ฝ่ายที่ผลิตสารเคมีใหม่ๆ ออกสู่ท้องตลาดก็ทำไปเพื่อจะพิสูจน์แค่ว่าสารนี้ ‘ไม่เป็นพิษ’ ก็จบ และฝ่ายที่กลัวสารสะสมก็ใช้ชีวิต ‘ออร์แกนิก’ กันไป . อย่างไรก็ดี ในช่วงหลังๆ นักวิจัยก็มีการศึกษามากขึ้นถึงผลที่ยังไม่เคยรู้เกี่ยวกับการสะสมของสารต่างๆ และผลที่มีการศึกษารองลงมาจากผลของการ ‘ก่อมะเร็ง’ ก็คือ ‘ผลของสารที่มีต่อการทำงานของต่อมไร้ท่อ’ หรือจะเรียกง่ายๆ ว่า ‘ผลต่อฮอร์โมน’ ก็พอได้ ซึ่งรวมๆ สารพวกนี้จะถูกเรียกว่า ‘สารป่วนต่อมไร้ท่อ’ (Endocrine Disrupting Chemicals) ซึ่งผลของมันก็ตรงๆ คือทำให้ ‘ฮอร์โมน’ ของมนุษย์ผิดปกติ . ในทางสรีรวิทยา ‘ฮอร์โมน’ คือเครื่องมือสื่อสารทางเคมีของร่างกาย โดยอวัยวะต่างๆ จะสื่อสารกันด้วยการหลั่งสารเคมี และสารที่เรียกว่า ‘ฮอร์โมน’ และระบบ ‘ต่อมไร้ท่อ’ ก็คือพวกอวัยวะหลักในการใช้ฮอร์โมนสื่อสารกันของร่างกาย ซึ่งถ้ามัน ‘รวน’ เมื่อไร ร่างกายก็จะรวนตาม เพราะปฏิสัมพันธ์ของอวัยวะต่างๆ ไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น . โดยทั่วไป ‘โรคต่อมไร้ท่อ’ ที่รู้จักกันดีสุดก็คือ 'เบาหวาน' ซึ่งก็คือโรคที่ตับอ่อนผลิตฮอร์โมนอินซูลินออกมาสั่งให้เซลล์ในร่างกายจัดการกับ ‘น้ำตาล’ ในเลือดไม่ได้ แต่จริงๆ ภาวะผิดปกติของต่อมไร้ท่อมีความเป็นไปได้หลากหลายมากๆ และการจะบอกว่าความผิดปกติของต่อมไร้ท่อที่พบ ‘เพิ่มขึ้น’ อาจเกิดจากการที่มนุษย์อยู่กับสารเคมีมากไปก็นับเป็นสมมติฐานหนึ่งได้ และมีคนที่กำลังพิสูจน์อยู่ แต่เรื่องหนึ่งที่พบหลักฐานมากพอสมควรแล้วก็คือพวกสารเคมีปนเปื้อนน่าจะส่งผลต่อลูกในครรภ์ และผลที่ว่ามันเป็นผลที่คนอาจไม่ทันได้สังเกต เพราะเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เล็กน้อยมากๆ นั่นก็คือการทำให้อวัยวะเพศของตัวอ่อนเด็กชายในท้องแม่มีขนาดเล็กลง . นักวิจัยพบข้อมูลบ่งชี้ที่มีนัยสำคัญว่า แม่ที่สัมผัสหรือต้องอยู่กับ ‘สารป่วนต่อมไร้ท่อ’ เยอะๆ ในช่วงตั้งครรภ์ มีแนวโน้มจะได้ลูกชายที่มีอวัยวะเพศเล็กลง เพราะถ้าตัวอ่อนในท้องรับสารพวกนี้เข้าไป (ผ่านแม่) ตัวอ่อนก็จะมีฮอร์โมนเพศชายลดลง และส่งผลให้อวัยวะเพศมีพัฒนาการที่ต่ำลงด้วย . ที่น่าสนใจคือ งานวิจัยนี้ดูจะไปสอดคล้องกับ ‘ปรากฏการณ์ลึกลับ’ ที่งานวิจัยบางชิ้นก่อนหน้านี้พบว่าผู้ชายปัจจุบันมี ‘สเปิร์ม’ น้อยลง เหลือเพียงครึ่งหนึ่งถ้าเทียบกับค่าเฉลี่ยที่เคยสำรวจเมื่อ 40 ปีก่อน โดยก่อนหน้านี้ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจน และการค้นพบว่าพวก ‘สารป่วนต่อมไร้ท่อ’ มันไปทำให้ฮอร์โมนเพศชายในตัวอ่อนในครรภ์ลดลงได้ ซึ่งก็อาจเป็นคำอธิบายว่า พวกผู้ชายยุคหลังๆ ที่โตมาในสภาพแวดล้อมทางเคมีแบบปัจจุบันก็อาจมีฮอร์โมนเพศชายต่ำกว่าผู้ชายในยุคก่อนๆ จนทำให้จำนวนสเปิร์มลดลงก็ได้ . สรุปคือ เราเริ่มมีคำอธิบายพอเข้าท่าแล้วว่าทำไมอะไรๆ ที่เกี่ยวกับ ‘ฮอร์โมนเพศชาย’ ถึงเสื่อมถอยลง และนั่นอาจไม่ใช่เรื่องทางสังคมการเมืองอะไร แต่เป็นเรื่องทางชีวเคมีล้วนๆ . นอกจากนี้ หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วสารเคมีปนเปื้อนไม่ส่งผลอะไรกับเพศหญิงเลยหรือ? คำตอบคือ ‘ไม่รู้’ เพราะจริงๆ งานวิจัยที่เน้นไปทางผู้หญิงมีน้อยกว่าผู้ชายมาก และจะบอกว่านี่เป็นผลของ ‘สังคมชายเป็นใหญ่’ ในโลกตะวันตกก็อาจไม่ผิดนัก เพราะแม้ว่าจริงๆ ในแวดวงการแพทย์จะตระหนักถึงเรื่องนี้มากขึ้นแล้ว แต่การพัฒนาการวิจัยให้มีความทั่วถึงทางเพศก็ยังดำเนินไปแบบค่อยเป็นค่อยไปเท่านั้น . และสุดท้าย เราก็ต้องย้ำว่า ทุกวันนี้เรายัง ‘รู้น้อยมาก’ เกี่ยวกับ ‘สารป่วนต่อมไร้ท่อ’ คือตอนนี้บ้านเรายังแบ่งสารเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ไม่กี่กลุ่ม และยังระบุชัดไม่ได้ว่าสารตัวไหนทำให้เกิดผลอะไร และความรู้เรื่องพวกนี้ก็ดูจะพัฒนาช้ามาก สีบเนื่องมาจากเรื่องเชิงนโยบายอย่างหนึ่งในระดับโลก แต่ทุกวันนี้บางชาติ (เช่นในยุโรป) ก็เริ่มเปลี่ยน ‘มาตรฐานความปลอดภัย’ ของสารเคมีต่างๆ กันแล้ว คือเปลี่ยนคอนเซ็ปต์จากการให้หน่วยงานรัฐที่ได้รับอนุมัติทำหน้าที่สืบค้นและตรวจสอบว่าสารเคมีนั้น ‘ไม่มีอันตราย’ ก่อนจะเริ่มวางจำหน่าย กลายเป็นให้บริษัทที่ต้องขออนุมัติการใช้สารเคมี ‘ออกเงินวิจัยเอง’ เพื่อพิสูจน์ว่าสารนั้น ‘ปลอดภัย’ แล้ว . เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องใหญ่ และมีการค้นพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ว่าสารที่อาจก่ออันตรายนี้มีอยู่ทุกที่ ไม่ใช่แค่อยู่ในอาหารที่เรากิน แต่รวมถึงน้ำที่เราใช้ และในอากาศที่เราหายใจ หรือพูดง่ายๆ เรา ‘หนีไม่พ้น’ จากสารเคมีเหล่านี้ เพราะมันปนเปื้อนทั่วไปหมด และลำพังรัฐก็ไม่มีความสามารถพอที่จะไปไล่หาอันตรายและผลระยะยาวของสารพวกนี้ด้วยตัวเอง รัฐก็เลยโยนให้เอกชนต้องมีการทำวิจัยเพื่อสร้างหลักประกันว่าสารเหล่านี้จะไม่ก่ออันตราย ไม่เช่นนั้น ‘การแก้ไข’ ก็อาจเกิดไม่ทันเวลาก็เป็นได้.