explicitClick to confirm you are 18+

กรณีสองคอน: การฆ่าผู้เห็นต่างทางศาสนาและการคลี่คลาย

IdeooJul 12, 2020, 4:29:24 PM
thumb_up54thumb_down

[ภาพรวมของคริสตศาสนาในอีสานดูใน https://www.minds.com/newsfeed/1129066588001738752?referrer=ideoo]

.........ความเป็นมาของคริสต์ศาสนาในอีสานเกิดขึ้นควบคู่กับความขัดแย้ง ความขัดแย้งดังกล่าวนี้ก็เกิดตลอดยุคสมัยตั้งแต่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจนถึงยุคจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ที่ชัดเจนและสะเทือนใจคณะมิสซังอีสานที่สุด ชาวบ้านมักเรียกเหตุการณ์นี้ว่าว่า “เบียดบังศาสนา” ส่อเค้าความรุนแรงในช่วงปลายปี 2483 เกิดกรณีพิพาทอินโดจีน รัฐบาลได้ปลุกระดมให้ผู้คนรักชาติและเกลียดฝรั่งเศส คณะมิชชันนารีฝรั่งเศสถูกขับออกจากพื้นที่ด้วยเกรงว่าจะเป็นไส้ศึก ซึ่งผลกระทบเกิดกับคริสต์ศาสนานิกายโรมันคาทอลิกอย่างหนัก วัดวาอารามถูกปิด มีการห้ามพิธีกรรมทางศาสนา 

...........ช่วงเวลาดังกล่าวนี้ คริสตจักรโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทยอยู่ในความดูแลของคณะมิสซังต่างประเทศแห่งกรุงปารีส ซึ่งมีความสัมพันธ์กับรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นอย่างยิ่ง ภาระกิจในการเผยแพร่และก่อตั้งชุมชนชาวคาทอลิกทั่วประเทศจึงได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "อีสาน" ซึ่งเป็นพื้นที่พรมแดนติดกับข้อพิพาทอินโดจีน ดังนั้นการคุกคามบาทหลวงและชุมชนชาวคาทอลิกในอีสานจึงเริ่มต้นขึ้น

.........กรณีการ "เบียดเบียนศาสนา" เป็นการกระทำเชิงระบบนะครับ ตัวอย่างที่ชัดคือกรณีบ้านสองคอน เพราะตัวละครสำคัญคือเจ้าหน้าที่รัฐทั้งนั้น 

บ้านสองคอน อ.มุกดาหาร จ.นครพนม (ปัจจุบันเป็น อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร) ชาวบ้านทั้งหมดเป็นชาวคาทอลิก บาทหลวงปอล ฟีเก อธิการโบสถ์แม่พระไถ่ทาสซึ่งเป็นโบสถ์ประจำชุมชนได้ถูกขับออกนอกประเทศด้วยนโยบายขับไล่ชาวฝรั่งเศสของเจ้าหน้าที่รัฐ ทำให้ ครูสีฟอง อ่อนพิทักษ์ และซิสเตอร์อีก 2 คน คือ ซิสเตอร์พิลา ทิพย์สุข ซิสเตอร์คำบาง สีคำพอง ต้องช่วยกันดูแลภาระกิจด้านความเชื่อของชาวบ้านแทน 

...........การเบียดเบียนยังคงรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ มีซิสเตอร์ถูกข่มขืน รูปศักดิ์สิทธิ์ถูกเหยียดหยามทำลาย ครูสีฟองจึงเขียนจดหมายร้องเรียนไปยังนายอำเภอมุกดาหาร แต่จดหมายนั้นกลับตกไปอยู่ในมือของตำรวจ ตำรวจจึงเขียนจดหมายปลอมว่านายอำเภอให้ครูสีฟองไปพบ ตำรวจลือ เมืองโคตร และตำรวจหน่อ พาครูสีฟองออกจากบ้านสองคอนตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม พอเช้าวันที่ 16 ตำรวจลือก็ยิงครูสีฟองเสียชีวิตที่บ้านพาลุกา นับเป็นชาวไทยคาทอลิกคนแรกที่บันทึกว่าได้เสียชีวิตในช่วงการเบียดเบียนนี้ ซึ่งได้รับยกย่องพลีชีพเป็นมรณสักขีของชาวคริสต์ 

............เมื่อครูสีฟองเสียชีวิต ชาวบ้านก็หวาดผวาไม่กล้าทำศาสนกิจตามปกติ ตำรวจยังคงเรียกประชุมชาวบ้านแล้วสั่งให้เปลี่ยนศาสนา ตอนนั้นมีชาวบ้าน 8 คนยืนยันจะไม่ละทิ้งความเชื่อ ชาวคริสต์ 7 คน ซิสเตอร์ 2 คน ชาวบ้านผู้ชาย 1 คนและผู้หญิง 4 คน ถูกตำรวจบังคับให้ละทิ้งศาสนาแต่ไม่ยินยอมจึงถูกยิงถึงชีวิตที่ป่าช้าในหมู่บ้าน

..............ในพื้นที่อื่นๆ ในอีสานก็เกิดกรณีเช่นนี้ บางแห่งให้พระภิกษุมาจำพรรษที่บ้านพักของบาทหลวงที่ถูกขับออกไป มีการแห่นาคผ่านหมู่บ้านชาวคริสต์ มีการมัดชาวคริสต์ไว้กับเสาและให้อดข้าวอดน้ำจนกว่าจะละทิ้งศาสนา หรอเผาทำลายรูปและกางเขน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้จะเป็นเรื่องเล่าในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวคริสต์ หากใครผ่านไปอีสานโซนนครพนม มุกดาหาร ลองชวนคุยดูได้ครับ 

การคลี่คลาย

.............การคลี่คลายในฝั่งของนโยบายบ้านเราก็เริ่มเบาบางลงหลังจาก จอมพล ป. หมดอำนาจ และเข้าสู่ยุคที่รัฐบาลมีเรื่องให้กังวลมากกว่าชาวฝรั่งเศสหรือชาวคริสต์ครับ เพราะปัญหาใหม่ของอีสาน คือ "คอมมิวนิสต์" โดยเฉพาะอย่างยิ่งโซนเทือกเขาภูพานสกลนคร นครพนม มุกดาหาร ทำให้เรื่องของศาสนาเบาลง

............อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของความสัมพันธ์ระหว่างชาวพุทธและชาวคริสต์ ในรายงานการวิจัยของรุจน์ หาเรือนทรงและพรภิรมณ์ เชียงกูล (2553) กล่าวว่า อาจเริ่มเปลี่ยนไปในแนวทางที่ดีขึ้นนับแต่มีการสังคายนาวาติกัน ครั้งที่ 2 ช่วง พ.ศ. 2005-2025

กล่าวคือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ ขณะที่หลายประเทศกำลังฟื้นฟูตนเองนั้น พระสันตะปาปาจอห์นที่ 23 เห็นว่าศาสนจักรต้องเปลี่ยนแปลงตนเองด้วย และจะต้องเข้าใจถึง “สัญญาณแห่งกาลเวลา” จึงทำการเรียกประชุมสภาสังคายนาสากลขึ้น

...........การประชุมสภาสังคายนาสากลมีวัตถุประสงค์เพื่อปฏิรูปพระศาสนจักรให้ทันยุคสมัยในการปฏิบัติเรื่องต่างๆ ด้วยการพิจารณาสภาพการณ์ของโลกซึ่งเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและพยายามหาคำตอบจากจุดยืนทางศาสนาให้กับสังคม มีการริเริ่มเสวนากับการปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเปิดใจ การสังคายนาครั้งนี้นับเป็นการสังคายนาอย่างสากลที่แท้จริงเนื่องจากมีพระสังฆราชมาร่วมประชุมจากทั่วโลก แต่ส่วนใหญ่ยังคงเป็นชาติตะวันตก มีการหยิบยกเอาประเด็นปัญหาของประเทศโลกที่สามขึ้นมาพูดคุยจึงเป็นเรื่องกระทำได้ยากในการประชุมแบบนี้ เมื่อสังคายนาเสร็จสิ้นแล้วจึงได้ประยุกต์หลักเกณฑ์และแนวทางสังคายนาของประเทศต่างๆ อย่างหลากหลาย โดยมีแนวความคิดที่แตกต่างกันและขัดแย้งกันเกิดขึ้น โดยเฉพาะในกรณีการปรับตัวต่อวัฒนธรรมในท้องถิ่น (เสรี พงษ์พิศ, 2525 อ้างถึงใน ภูมิ ภูติมหาตมะ, 2555: 123-124)

1) การเปลี่ยนแปลงรูปแบบทางพิธีกรรม

ให้เน้นการเคารพและปรับตัวเข้ากับท้องถิ่น เช่น การให้ใช้ภาษาถิ่นในพิธีกรรมแทนภาษาละตินซึ่งใช้มาตั้งแต่ยุคกลาง ริเริ่มให้ฆราวาสมาเป็นศาสนบริกรในพิธีกรรม ไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาหรือดนตรีให้เหมือนกันทั่วโลก เพราะเอกภาพทางพิธีกรรมอยู่ที่แก่นความเชื่อซึ่งจะต้องผสมเข้าไปกับความเชื่อในแต่ละแห่ง (ภูมิ ภูติมหาตมะ, 2555: 125-126)

2) การเปลี่ยนแปลงท่าทีต่อศาสนาอื่น 

ศาสนจักรเคยประกาศและยึดมั่นว่า “นอกพระศาสนจักรไม่มีผู้ใดรอดได้” แต่หลังการสังคายนาครั้งนี้ทำให้โลกชาวคริสต์ต้องทำความเข้าใจใหม่ว่า เพียงปฏิบัติตามวิถีทางของตนอย่างซื่อสัตย์และจริงใจก็สามารถรอดพ้นสู่อาณาจักรพระเจ้าได้แม้ไม่ใช่คาทอลิก นั่นคือแม้ว่าจะให้ผู้อื่นปฏิบัติตามวิถีของตน แต่ศาสนจักรก็ยังเชื่อว่าการรอดพ้นที่แท้จริงต้องเป็นคาทอลิกเท่านั้น เพียงแต่วิถีของผู้อื่นเกิดจากแรงผลักดันจากพระเจ้าองค์เดียวกัน อนึ่งหลังการสังคายนาครั้งนี้ยังคงให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ศาสนา เพียงแต่ไม่ต้องมาปวรณาตนด้วยการรับศีลล้างบาปหากแต่เชื่อมั่นในคำสอนซึ่งเป็นแก่นแท้ก็เพียงพอ

..........การเปลี่ยนท่าทีเช่นนี้ยิ่งเน้นย้ำเรื่องหลักความรักให้โดดเด่นชัดเจน เพราะเรียกร้องให้คาทอลิกเลิกวางตัวเป็นศัตรูกับทุกฝ่ายและหันมาเป็นมิตรอย่างจริงใจ ชาวคาทอลิกทุกคนต้องรักเพื่อนมนุษย์ด้วยรัก เสียสละ ไม่หวังผลตอบแทน และอภัยอย่างไม่มีเงื่อนไข นอกจากการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมในสองประเด็นนั้นแล้ว ยังส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารศาสนจักรท้องถิ่นในระดับบนและระดับล่าง คือพระสันตปาได้ให้อำนาจกับพระสังฆราชมากขึ้น พระสังฆราชในแต่ละประเทศให้รวมกันเป็นสภาพระสังฆราชโดยมีประธานซึ่งทำหน้าที่ร่วมกับสภาสงฆ์ในการบริหาร 

.........พูดง่ายๆ นะครับ พอ โป๊ป มอบอำนาจให้ท้องถิ่น ทำให้แต่ละท้องถิ่นสามารถประสานความเข้าใจกับเพื่อนบ้านชาวพุทธได้โดยไม่ต้องทำตัวแปลกแยกแบบฝรั่งนัก เพราะดูเผินๆ หน้าตาท่าทาง ภาษาในพิธีกรรมก็ใช้ภาษาเดียวกันกับเพื่อนๆ นั่นเเหละ

.........ผลจากการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นนี้ ทำให้ปัจจุบันมีความกลมกลืนเป๋็นอย่างมากเมื่อเราเข้าไปในอีสาน ด้วยนโยบายทำอีสานให้เป็นส่วนหนึ่งของไทยและอุดมการณ์ชาติที่ชาวอีสานเริ่มถูกล้างสมองในยุคสงครามประชาชนมากขึ้น ทำให้ชาวคริสต์ก็ใช้ข้ออ้างนี้เป็นเครื่องต่อรองเวลาจะขัดแย้งกับเพื่อนบ้านหรือเจ้าหน้าที่ ว่า "เห้ยๆ กูก็คนไทยนะเว้ยย" 

..........ที่เล่าประวัติศาสตร์ส่วนนี้มา ก็เพื่อให้เห็นว่า "อีสาน" เป็นพื้นที่แห่งความขัดแย้งทุกรูปแบบตั้งแต่การกบฎ อุดมการณ์ทางการเมือง ศาสนา เศรษฐกิจ แล้วอย่างนี้ ถ้าใครหรือสลิ่มตัวไหนมันบอกว่าอีสานเป็นพื้นที่น่ารัก เป็นบ้านนอกสงบสุข เหมาะสมกับการใช้ชีวิตแบบพอเพียงล่ะก็ กูจะเอาไบเบิ้ลตบหน้าให้หัน