explicitClick to confirm you are 18+

ตระกูลดัมเบิลดอร์ – Dumbledore Family

          ก่อนอื่นเลยเพียวขอเล่าถึงคำว่า ‘ดัมเบิลดอร์’ ก่อนว่ามีที่มามาจากไหน ซึ่งทางเจ.เค.ได้อธิบายไว้ว่า รากศัพท์มาจากคำว่า ‘บัมเบิลบี’ ซึ่งเป็นคำศัพท์เก่าแก่ของภาษาอังกฤษที่หมายถึง ผึ้งสกุลบอมบัส สาเหตุที่เอาชื่อของผึ้งมาใช้ ก็เพราะว่าบุคลิกของตัวอัลบัส ดัมเบิลดอร์เองคล้ายกับผึ้งที่ชอบทำเสียงหึ่งๆ หรือทำเสียงบ่นพึมพำตลอดเวลาที่เดินทั่วฮอกวอตส์


          แต่เดิมตระกูลดัมเบิลดอร์ไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังมากนัก และไม่ได้เป็นตระกูลที่เก่าแก่มากด้วย น่าจะถือกำเนิดได้เพียงประมาณ 4 ช่วงอายุของพ่อมดแม่มดเท่านั้น แต่ด้วยสมาชิกในตระกูลดัมเบิลดอร์แต่ละท่าน ได้ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน และมีความประพฤติปฏิบัติดีอยู่เสมอ ทำให้ในภายหลัง ดัมเบิลดอร์ ก็กลายเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงมากที่สุดอีกตระกูลหนึ่ง แต่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ใน 28 ตระกูลศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่ของพ่อมดแม่มดอังกฤษ สาเหตุมาจากตระกูลดัมเบิลดอร์มักจะเป็นมิตรและชอบช่วยเหลือพวกมักเกิ้ล บ้างก็แต่งงานและสร้างครอบครัวกับมักเกิ้ล


แผนผังตระกูลดัมเบิลดอร์

+แล้วตระกูลดัมเบิลดอร์เป็นใครกัน?

          ตระกูลดัมเบิลดอร์ ไม่ได้มีข้อมูลถูกเปิดเผยออกมาตั้งแต่ต้นว่าใครคือต้นกำเนิดหรือใครเป็นต้นสายตระกูลนี้ แต่มีข้อมูลจากนักข่าวจอมกวน ริต้า สกีตเตอร์มาพอประมาณครับ ซึ่งผู้ที่ใช้นามสกุล ดัมเบิลดอร์ มาก่อนหน้าก็คือสองพี่น้อง ‘ออโนเรีย ดัมเบิลดอร์และเพอร์ซิวาล ดัมเบิลดอร์’ ซึ่งเป็นพ่อมดแม่มดชาวอังกฤษ ออโนเรียเกือบจะได้แต่งงานกับพ่อมดคนหนึ่งที่ทำงานในกองตรวจสอบเวทมนตร์ในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่เธอก็ได้ถอนหมั้นไปก่อน เพราะเธอรู้ว่าพ่อมดแฟนหนุ่มของเธอมี ‘หัวใจขึ้นขน’ (หมายถึงพ่อมดหรือแม่มดที่เย็นชาและไร้ความรู้สึก : เป็นหนึ่งในนิทานของบีเดิลยอดกวี) แต่เรื่องนี้ลือกันว่าจริงๆแล้วเธอเห็นแฟนหนุ่มของเธอลูบคลำเจ้าตัวฮอร์กลัมป์อยู่ต่างหาก(เป็นสัตว์สีชมพู รูปร่างคล้ายกับเห็ด มีขนเหมือนลวดพองอยู่ทั่วตัว) แต่เธอก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงต้องอยากจะลูบคลำเจ้าสัตว์วิเศษตัวนั้น ซึ่งเธอรู้สึกตกใจและไม่ชอบใจมันมากๆ

          ส่วนเพอร์ซิวาลได้พบรักกับ ‘เคนดร้า’ ซึ่งเป็นแม่มดที่เกิดจากครอบครัวมักเกิ้ลในชนบท ทั้งคู่ได้ย้ายไปใช้ชีวิตครอบครัวอย่างเงียบๆ ที่หมู่บ้านโมลด์ออนเดอะเวิล์ด และในฤดูร้อนของปีค.ศ.1881 เคนดร้าก็ได้ให้กำเนิดลูกชายคนแรก ซึ่งชื่อของเขาก็คือ ‘อัลบัส เพอร์ซิวาล วูลฟริก ไบรอัน ดัมเบิลดอร์’ หรือ ‘อัลบัส ดัมเบิลดอร์’ นั่นเอง ต่อมาปีค.ศ.1884 เคนดร้าก็ได้ให้กำเนิดลูกชายคนที่สอง เขาก็คือ ‘อาเบอร์ฟอร์ธ ดัมเบิลดอร์’ และในปีค.ศ.1885 ซึ่งผ่านไปแค่ 1 ปีเท่านั้น เคนดร้าก็ได้ให้กำเนิดลูกสาวคนสุดท้องและตั้งชื่อเธอว่า ‘แอรีอานนา ดัมเบิลดอร์’ ทั้ง 5 คนใช้ชีวิตปะปนกับสังคมมักเกิ้ลกันอย่างเรียบง่ายเหมือนผู้วิเศษครอบครัวอื่นๆ 


+โลกอันมืดมนของตระกูลดัมเบิลดอร์

          สิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกเขาทำให้ชีวิตที่เป็นอยู่ที่แสนสุขสบายนั้นกลับต้องพลิกราวฟ้ากับเหว เนื่องจากในขณะที่แอรีอานนาอายุได้เพียง 6 ขวบ เธอกำลังเสกคาถาเวทมนตร์ต่างๆอยู่ภายในสวนหลังบ้านเพียงลำพัง แต่เธอไม่รู้เลยว่ามีเด็กหนุ่มมักเกิ้ล 3 คนกำลังแอบซุ่มมองเธออยู่ในพุ่มไม้นอกเขตรั้วบ้านของเธอ แอรีอานนายังคงเสกคาถาของเธอเล่นต่อไป จนทำให้เด็กหนุ่มมักเกิ้ลเกิดความสงสัยอย่างมาก และพวกเขาได้พังรั้วไม้แล้วตรงดิ่งเข้าไปหาเธอ เด็กหนุ่มทั้งสามถามเธอว่า “ที่เธอทำอยู่มันคือกลอะไร” แต่แอรีอานนาไม่สามารถที่จะอธิบายให้พวกเขาเข้าใจได้ว่ามันคืออะไรและไม่สามารถจะควบคุมพลังเวทมนตร์ของเธอต่อหน้าพวกเขาได้ ทำให้เด็กหนุ่มมักเกิ้ลเกิดความโมโหและรู้สึกหวาดกลัว จึงได้ช่วยกันทำให้เธอหยุดทำกลพวกนั้น พวกเขาได้รุมทำร้ายเธอซึ่งอาจจะเป็นการข่มขืน ชีวิตของแอรีอานนาได้ถูกพังลงในขณะนั้น มันเกิดเป็นความหวาดกลัวและสร้างแผลในจิตใจของเธออย่างประเมินค่าไม่ได้ ทำให้เธอไม่กล้าที่จะใช้เวทมนตร์ของเธออีกเลย


ออบสคูรัสของแม่มดเด็กชาวซูดาน

+แอรีอานนาเป็นออสคูเรียลใช่ไหม?

          เธอพยายามกดพลังเวทมนตร์ในตัวของเธอไม่ให้แสดงออกมาจนมันสะสมกลายเป็นกลุ่มก้อนพลังงานสีดำที่กัดกินร่างกายของเธอ ซึ่งพลังงานสีดำที่กัดกิน พ่อมดแม่มดเรียกกันว่า ‘ออบสคูรัส’ นั่นเอง แอรีอานนากลายเป็นออบสคูเรียลที่มีออบสคูรัสอยู่ภายในตัว เธอล้มป่วยกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนและเป็นบ้า เมื่อใดก็ตามที่แอรีอานนาเกิดความโมโห ตื่นเต้น หรือกดดันมากๆ กลุ่มพลังงานสีดำที่ถูกกักไว้จะระเบิดออกมา และในตอนนั้นเธอจะกลายเป็นสัตว์ประหลาดและอันตรายมาก ซึ่งมันตรงข้ามกับความเป็นจริงที่เวลาเธอปกติจะเป็นคนอ่อนหวานและขี้กลัว พอเพอร์ซิวาลผู้เป็นพ่อรู้เรื่องทั้งหมด เขาถึงกับใจสลายและได้สร้างความโกรธแค้นภายในใจเรื่อยมา เขาได้ออกตามหาเด็กมักเกิ้ลพวกนั้นและได้ใช้เวทมนตร์ลงมือทำร้ายพวกเขาอย่างทารุณจนถึงแก่ความตาย เรื่องนี้ไปถึงหูกระทรวงเวทมนตร์อย่างรวดเร็ว เพอร์ซิวาลถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่กระทรวงและเขาให้การรับสารภาพต่อหน้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเวทมนตร์ว่า “ผมเกลียดชังพวกมักเกิ้ลซะเหลือเกิน” เขาเลือกที่จะโกหกเพียงเพราะไม่อยากให้ใครจับได้ว่า แอรีอานนานั้นไม่สามารถควบคุมพลังได้ ถ้ากระทรวงรู้เข้าจะทำให้แอรีอานนาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลเซนต์มังโกตลอดชีวิต เพราะพ่อมดแม่มดที่ไม่สามารถควบคุมพลังเวทมนตร์ได้จะถือว่าเป็นอันตรายอย่างร้ายแรงต่อบทบัญญัติปกปิดความลับนานาชาติ จากนั้นเพอร์ซิวาลถูกส่งตัวไปคุมขังไว้ที่คุกอัซคาบันตลอดชีวิต 


หมู่บ้านก็อดดริกส์โฮลโลว์

+ตระกูลดัมเบิลดอร์กับการอพยพครั้งใหม่

          ตัดภาพมาที่บ้านของครอบครัวดัมเบิลดอร์ เพื่อไม่ให้ถูกจับตามองจากกระทรวง เคนดร้าตัดสินใจพาลูกๆทั้ง 3 คนย้ายไปอาศัยอยู่ที่บ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน ‘ก็อดดริกส์โฮลโลว์’ ซึ่งเป็นหมู่บ้านของพวกมักเกิ้ลทั่วๆไปที่มีพ่อมดแม่มดอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ไม่รู้ว่าพวกมักเกิ้ลเรียกชื่อหมู่บ้านนี้ว่ายังไง เมื่อย้ายมาบ้านใหม่แห่งนี้มีเพื่อนบ้านมากมายได้เข้ามาทำความรู้จักและผูกมิตรไมตรีกับครอบครัวดัมเบิลดอร์ แต่เคนดร้าก็ต้องปฏิเสธมิตรไมตรีกับผู้วิเศษเหล่านั้นไป และได้แต่บอกกับเพื่อนบ้านว่า “แอรีอานนาไม่สบาย ฉันต้องใช้เวลาทั้งชีวิตของฉันเพื่อดูแลเธอ” หลังจากนั้นก็ไม่มีใครในหมู่บ้านได้เห็นแอรีอานนาอีกเลย ทุกคนก็เลยต่างลือกันว่าแอรีอานนานั้นเป็น ‘สควิบ’ แน่ๆ เพราะในสังคมผู้วิเศษใครที่มีลูกเป็นสควิบก็ต่างมักจะปิดบัง เพราะอายกันทั้งนั้น หลังจากนั้นครอบครัวดัมเบิลดอร์จึงอยู่กันอย่างโดดเดี่ยวในหมู่บ้านใหม่แห่งนี้ และอัลบัสรวมถึงอาเบอร์ฟอร์ธเองก็รู้ดีว่าไม่ควรจะพูดถึงเรื่องน้องสาวและพ่อในที่สาธารณะ


โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์

+จดหมายจากฮอกวอตส์ถึงอัลบัส ดัมเบิลดอร์

          เมื่ออัลบัส อายุครบ 11 ขวบเขาก็ได้เข้าศึกษาในโรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์และเขาก็ได้อยู่บ้านกริฟฟินดอร์ อัลบัสต้องอยู่ด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้งและกดดัน เพราะมีข่าวเรื่องโศกนาฏกรรมของพ่อที่กระทำต่อมักเกิ้ลถูกลือไปทั่ว ทุกคนจะมองว่าครอบครัวดัมเบิลดอร์เป็นพวกเกลียดมักเกิ้ลเข้าเลือด แต่อัลบัสก็ได้อธิบายให้กับคนที่อยากรู้และถามเขาตรงๆว่าทำไมพ่อของเขาถึงทำแบบนั้น ใครที่ได้ฟังก็ต่างเห็นอกเห็นใจว่ามันสมควรแล้วที่มักเกิ้ลเหล่านั้นต้องตาย

          เมื่ออัลบัสจบปี 1 เขาก็ได้ค่อยๆกลบข่าวที่ไม่ดีของพ่อจนหมดไป และอัลบัสได้ถูกจดจำในฐานะนักเรียนที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ฮอกวอตส์เคยมีมา ความฉลาดของอัลบัสยังสามารถเผยแผ่ไปยังเพื่อนๆคนอื่นด้วย ซึ่งทำให้อัลบัสรู้ตัวแล้วว่าเขานั้นมีความสุขกับการสอนมาก ความเก่งกาจของอัลบัสนั้นทำให้เขาชนะการแข่งขันแทบจะทุกอย่างที่ฮอกวอตส์ได้จัดขึ้นมา และอัลบัสก็ได้รู้จักและติดต่อกับผู้วิเศษที่มีชื่อเสียงบ่อยๆ เช่น นิโคลัส แฟลมเมล(นักเล่นแร่แปรธาตุผู้มีชื่อเสียง), บาธิลดา แบ็กช็อต(นักประวัติศาสตร์เวทมนตร์ชื่อดัง) และอดัลเบิร์ต วาฟฟลิง(นักทฤษฎีเวทมนตร์) เมื่ออัลบัสขึ้นปี 4 อาเบอร์ฟอร์ธก็เข้าเรียนฮอกวอตส์พอดี ซึ่งแน่นอนว่าอาเบอร์ฟอร์ธก็ได้อยู่บ้านกริฟฟินดอร์ตามพี่ชายของเขา แต่ทั้งสองคนมีความแตกต่างกันอย่างมาก เพราะอาเบอร์ฟอร์ธเป็นเด็กที่เกเร ท้าชนท้าตีอยู่เสมอ


สุสานที่ก็อดดริกส์โฮลโลว์

+เมื่ออัลบัส ดัมเบิลดอร์จบการศึกษาจากฮอกวอตส์

          หลังจากอัลบัสจบปี 6 จากฮอกวอตส์พร้อมกับชื่อเสียงอันรุ่งโรจน์ ได้เป็นทั้งประธานนักเรียน, พรีเฟ็ค, ผู้ชนะการแข่งขันเสกคาถาดีเลิศของบาร์นาบัส ฟิงก์ลีย์, ตัวแทนเยาวชนอังกฤษในศาลสูงวิเซ็นกาม็อต และเจ้าของเหรียญทองผลงานนวัตกรรมในการประชุมนักเล่นแร่แปรธาตุนานาชาติที่ไคโร อัลบัสใกล้จะได้ฉลองวันเกิดครบ 18 ปีของเขาพร้อมกับการเดินทางรอบโลกไปกับเพื่อนสนิทของเขาคือ เอลฟายอัส โดจ ทั้งคู่พักอยู่ที่ร้านหม้อใหญ่รั่วเพื่อเตรียมเดินทางไปกรีซในวันรุ่งขึ้น แต่แล้วอัลบัสก็ได้รับนกฮูกจากอาเบอร์ฟอร์ธพร้อมกับข่าวการตายของเคนดร้า ดัมเบิลดอร์ ในจดหมายระบุว่า “อาเบอร์ฟอร์ธได้ออกไปนอกบ้านเพียงแค่ไม่นาน แล้วเขาได้ยินเสียงแอรีอานนาคลุ้มคลั่ง เธอระเบิดพลังออกมาโดยที่เธอควบคุมมันไม่ได้ พลังร้ายนั้นทำให้เคนดร้าถึงแก่กรรม” เหมือนฝันที่วาดไว้ของอัลบัสพังทลายลง เพราะเขาต้องเดินทางกลับก็อดดริกส์โฮลโลว์เพื่อจัดการงานศพของแม่ หลังจากนั้นอัลบัสก็ต้องรับภาระอันหนักอึ้งในการเป็นหัวหน้าครอบครัวต่อจากแม่ และต้องดูแลน้องสาวที่มีอาการป่วยทางจิต ถึงแม้ว่าอาเบอร์ฟอร์ธจะขอลาออกจากฮอกวอตส์มาดูแลน้องสาวเองก็ตาม แต่อัลบัสคงไม่ยอมหรอกเพราะเขาให้ความสำคัญกับการเรียนและบอกกับอาเบอร์ฟอร์ธว่ากลับไปเรียนให้จบก่อน หลังจากนี้เขาจะดูแลแอรีอานนาเอง หลังจากที่อัลบัส ได้กลับมาอยู่ที่ก็อดดริกส์โฮลโลว์ เขาได้ทิ้งให้โดจเดินทางเที่ยวลำพัง แต่ก็ยังได้ติดต่อกันทางจดหมายกันเรื่อยๆและโดจก็ได้เล่าถึงการผจญภัยที่แสนสนุกของเขาให้กับอัลบัสได้อ่าน ทำให้อัลบัสรู้สึกไม่พอใจต่อโชคชะตาและสภาพความเป็นอยู่ของเขาในตอนนี้


บาธิลดา แบ็กช็อต ยายน้อยของเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์

+รักแรกพบของอัลบัส ดัมเบิลดอร์เป็นใครกันนะ?

          ในขณะเดียวกันเพื่อนบ้านของอัลบัส นั่นก็คือ บาธิลดา แบ็กช็อต นักประวัติศาสตร์เวทมนตร์ชื่อดัง เธอได้ตกลงรับหลานชาย ‘เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์’ มาพักอาศัยด้วย เนื่องจากเกลเลิร์ตถูกไล่ออกจากสถาบันเดิร์มสแตรงก์ในวัย 16 ปี จากสาเหตุที่เขาส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนศาสตร์มืดในสถาบัน เกลเลิร์ตเป็นพ่อมดหนุ่มที่เก่งเกินวัยเหมือนกับอัลบัส แต่เขากลับไม่ใช้ความรู้ในทางที่ถูก เขาได้ทดลองเวทมนตร์ที่วิปริตกับเพื่อนร่วมชั้นจนเพื่อนถึงแก่ความตาย นี้ก็เป็นสาเหตุสำคัญที่ทางสถาบันไล่เขาออก ด้วยความที่บาธิลดาสงสารในชะตากรรมของอัลบัสที่ต้องเผชิญอยู่ เธอจึงได้แนะนำหลานชายที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันให้อัลบัสได้รู้จัก 

อัลบัส และเกลเลิร์ตในวัยหนุ่ม

          เมื่ออัลบัสได้พบกับเกลเลิร์ตเขาก็รู้สึกเหมือนว่านี่คือรักแรกพบของเขา ซึ่งทั้งคู่พูดคุยกันถูกคออย่างรวดเร็ว พวกเขาทั้งสองคนมีความคิดที่ว่าพวกมักเกิ้ลควรจะตกอยู่ใต้อำนาจของผู้วิเศษ และพ่อมดแม่มดควรจะได้สิทธิ์ในการเปิดเผยตัวตนเข้าปกครองโลกใบนี้ ซึ่งความคิดเหล่านี้ทำให้กระทบต่อจิตใจของอัลบัสเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เขาต้องเผชิญอยู่ตอนนี้ก็เป็นเพราะพวกมักเกิ้ล ทั้งๆที่อัลบัสเองอยากจะออกไปแสวงหาชื่อเสียงและอำนาจอันรุ่งโรจน์ ทำให้อัลบัสคล้อยตามเกลเลิร์ตไปอย่างง่ายดาย เกลเลิร์ตบอกว่าหัวใจสำคัญในแผนการครั้งนี้ คือการครอบครองเครื่องรางยมทูต สำหรับเกลเลิร์ตเขาสนใจแค่ไม้กายสิทธิ์เอลเดอร์(ไม้กายสิทธิ์ที่ไม่มีวันแพ้ อาวุธที่จะนำไปสู่อำนาจ) และหินชุบวิญญาณ(สำหรับสร้างกองทัพอินเฟอไร) ส่วนผ้าคลุมล่องหนเกลเลิร์ตไม่ได้สนใจมันเท่าไหร่ เพราะเขาเองก็สามารถใช้คาถาพรางตาได้ดีอยู่แล้ว แต่ถ้าได้มาครอบครองครบทั้งสามชิ้นมันก็จะเป็น ‘นายแห่งความตาย’ อย่างที่ตำนานกล่าวไว้... อัลบัสเลือกที่จะคล้อยตามเกลเลิร์ตต่อไป ถึงแม้ภายในใจของเขาจะรู้ว่ามันไม่ถูกต้อง แต่ก็คิดซะว่าเป็นการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวมให้ชุมชนผู้วิเศษ เขาจึงปิดหูปิดตาเพื่อที่จะได้สานความฝันของตนเองด้วย สำหรับอัลบัส เขาต้องการหินชุบวิญญาณ เพื่อหวังว่าพ่อกับแม่จะได้ฟื้นคืนชีพ ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเขาสามารถปลดภาระออกไปจากตัวได้ หรือผ้าคลุมล่องหนที่อาจนำมาใช้ซ่อนตัวแอรีอานนาไว้ได้ตลอดไป



//*วีดิโอแฟนเมด : ฉากทะเลาะกันระหว่างอัลบัสและเกลเลิร์ต*//


+ความน้อยเนื้อต่ำใจต่อโชคชะตาของอัลบัสทำให้น้องสาวตาย?

          ตลอดเวลา 2 เดือนที่ผ่านมา อัลบัสได้จมอยู่กับความฝันอันโหดร้ายที่เขามักจะคิดอยู่เสมอว่าทำไมเขาต้องมาอยู่ในสภาพชีวิตแบบนี้ น้องชายก็เกเร น้องสาวก็เป็นบ้า เขาได้สละทิ้งหน้าที่การเป็นหัวหน้าครอบครัว เพราะมัวแต่จมปลักอยู่กับแผนการแสวงหาอำนาจของเขากับเกลเลิร์ตอยู่ เป็นช่วงเวลาที่อาเบอร์ฟอร์ธต้องกลับไปเรียนที่ฮอกวอตส์ อาเบอร์ฟอร์ธได้พูดเตือนสติอัลบัส ที่กำลังวางแผนจะออกตามหาเครื่องรางยมทูตไปพร้อมกับเกลเลิร์ตว่า “นายไม่สามารถเดินทางไปหาเครื่องรางได้ โดยมีน้องสาวที่อ่อนแอและเสียสติร่วมทางไปด้วยได้หรอก” เกลเลิร์ตที่ได้ฟังอยู่นั้น ก็ไม่พอใจและโกรธมากที่อาเบอร์ฟอร์ธพูดแบบนั้น และจากการโต้เถียงนี้เองก็ได้กลายเป็นการต่อสู้ และเริ่มรุนแรงมากขึ้น เมื่อเกลเลิร์ตใช้คำสาปกรีดแทงกับอาเบอร์ฟอร์ธ อัลบัสที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ได้พยายามห้ามปรามแล้ว จนสุดท้ายทั้งสามก็ได้ต่อสู้กัน ลำแสงจากไม้กายสิทธิ์และเสียงระเบิดจากคาถาได้ดังไปทั่วห้อง ทำให้แอรีอานนาที่เห็นเหตุการณ์เกิดอาการคุ้มคลั่งขึ้น ด้วยความหวาดกลัวและเธอก็ต้องการจะช่วยพี่ชาย แต่เธอไม่รู้เลยว่ากำลังจะทำอะไรที่เสี่ยงอันตรายอยู่ เธอไม่สามารถควบคุมเวทมนตร์ของตัวเองได้ และเธอได้ระเบิดพลังออกมากลายเป็นออบสคูรัสอันดุร้าย และเธอก็โดนลูกหลงจากคาถาของใครสักคน เธอเสียชีวิตไปในท้ายที่สุดในเหตุการณ์นี้

          การตายของแอรีอานนาทิ้งบาดแผลแห่งความขัดแย้งไว้ให้กับพี่ชายของเธอทั้งสองคน อาเบอร์ฟอร์ธโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดของอัลบัส การระเบิดอารมณ์ในงานศพและการต่อยอัลบัสจนจมูกหักข้างโลงศพของแอรีอานนาสร้างความตกตะลึงให้กับผู้ร่วมงาน ส่วนเกลเลิร์ตก็หนีไปพร้อมกับแผนการยึดอำนาจและโครงการทรมานพวกมักเกิ้ล พร้อมกับความฝันเรื่องเครื่องรางยมทูต ทิ้งให้อัลบัสอยู่กับงานศพน้องสาวและมีชีวิตอยู่กับความรู้สึกผิด ความวิปโยคโศกเศร้าและความละอายใจต่อตนเอง


อัลบัส ดัมเบิลดอร์ขณะเป็นอาจารย์วิชาแปลงร่าง

+อัลบัส ดัมเบิลดอร์กับการกลับไปยังฮอกวอตส์อีกครั้งในฐานะอาจารย์?

          อัลบัสได้พิสูจน์กับตัวเองแล้วว่าเขามีพรสวรรค์มากพอที่จะได้รับอำนาจแต่เขาไม่สามารถที่จะรับมือกับอำนาจเหล่านั้นได้ เขาจึงหยุดคิดที่จะแสวงหาความรุ่งโรจน์และเดินตามฝันที่เขารัก ซึ่งอัลบัสรู้ตัวมาตั้งแต่ตอนยังเป็นนักเรียนว่าเขารักในการสอน อัลบัสจึงเดินทางกลับไปยังฮอกวอตส์ และเข้ารับตำแหน่งอาจารย์ประจำวิชาแปลงร่าง ตลอดช่วงที่อัลบัสเป็นอาจารย์คอยสอนวิชาความรู้ให้กับพ่อมดแม่มดรุ่นเยาว์ เกลเลิร์ตเองก็เริ่มแผ่ขยายอำนาจและสร้างอิทธิพลไปทั่วยุโรป แม้อัลบัสจะรู้อยู่แก่ใจว่า วันที่เขาต้องเผชิญหน้ากับเกลเลิร์ตอีกครั้งจะต้องมาถึง แต่เขาก็ถ่วงเวลาไว้ได้นานกว่าห้าปี เนื่องจากความหวาดกลัวในใจของอัลบัสที่มีต่อเกลเลิร์ต ไม่ใช่ว่าเขากลัวว่าจะพ่ายแพ้ พวกเขาต่างรู้ดีว่าทั้งคู่นั้นมีฝีมือที่ไม่ห่างกันมาก แต่เป็นความจริงต่างหากที่ทำให้อัลบัสรู้สึกกลัว ความจริงจากการต่อสู้ที่นำไปสู่การตายของแอรีอานนา อัลบัสกลัวความจริงที่ว่าเขาอาจเป็นคนเสกคำสาปที่ปลิดชีพน้องสาวของตัวเอง ความหวาดกลัวในข้อนี้ทำให้อัลบัสประวิงเวลาที่จะไม่เผชิญหน้ากับเกลเลิร์ตโดยตรง ในที่สุดหลังจากปล่อยให้เกลเลิร์ตสร้างอำนาจอยู่ยาวนาน อัลบัสที่ทนกับแรงกดดันจากผู้คนรอบข้างและความอัปยศต่อไปอีกไม่ไหว ประกอบกับการที่มีผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากขึ้นทุกวัน ทำให้อัลบัสจึงต้องออกมาทำในสิ่งที่เขาควรทำมานาน อย่างการเผชิญหน้ากับเกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์ การประลองเวทย์ระหว่างสองพ่อมดจึงเกิดขึ้นในปีค.ศ.1945 ผลสุดท้ายคืออัลบัสได้รับชัยชนะ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ก็ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เวทมนตร์ ซึ่งทำให้อัลบัสได้รับเหรียญตราแห่งเมอร์ลินชั้นหนึ่ง ส่วนเกลเลิร์ตนั้นถูกจองจำไว้ในคุกนูเมนการ์ดที่ตัวเขาสร้างขึ้นเองเพื่อเอาไว้กักขังผู้ต่อต้าน 

          ในช่วงที่อัลบัสต้องต่อสู้กับเกลเลิร์ตนั้น เขาก็ได้พบกับเด็กหนุ่มคนหนึ่ง นั้นก็คือ ‘ออเรเรียส ดัมเบิลดอร์’ เด็กชายผู้สูญหายจากตระกูลดัมเบิลดอร์หรือที่เรารู้จักว่าเขาคือ ครีเดนซ์ แบร์โบน นั่นเอง สาเหตุที่เขามั่นใจว่าเด็กคนนี้คือหนึ่งในตระกูลดัมเบิลดอร์ที่สูญหายไป เพราะมีนกฟีนิกซ์หรือฟอกซ์ได้ปรากฏตัวขึ้นอยู่รอบตัวของออเรเรียส ซึ่งฟอกซ์เป็นนกฟีนิกซ์ประจำตระกูลดัมเบิลดอร์ได้บินหายไปเมื่อปู่ของอัลบัสตาย และไม่มีใครได้เห็นฟอกซ์อีกเลย (นกฟีนิกซ์จะเปิดเผยตัวตนต่อตระกูลดัมเบิลดอร์เท่านั้น เมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือ) ออเรเรียสอาจจะเป็นหลานชายของป้าออโนเรีย หรืออาจจะเป็นพ่อมดสายเลือดเดียวกันกับอัลบัสก็เป็นไปได้ (ในส่วนนี้เราต้องรอข้อมูลเปิดเผยในภาพยนตร์ สัตว์มหัศจรรย์อีก 3 ภาคที่เหลือครับ)

พี่น้องตระกูลดัมเบิลดอร์

          หลังจากที่อัลบัสสามารถพิชิตเกลเลิร์ตลงได้ เขาก็ได้ถูกเสนอให้รับตำแหน่งรัฐมนตรีกระทรวงเวทมนตร์อยู่หลายครั้ง แต่อัลบัสกลับปฏิเสธข้อเสนอทุกครั้ง อัลบัสเรียนรู้ว่าตัวเขาเองไม่สมควรได้ครอบครองอำนาจอีก เนื่องจากเหตุการณ์ในอดีต ที่ได้สอนเขาว่าอำนาจนั้นเป็นจุดอ่อนของเขา และเป็นเครื่องล่อใจให้เขาหลงผิดได้ง่ายดาย เขาจึงทุ่มเทชีวิตที่เหลือให้กับการเป็นอาจารย์ที่ฮอกวอตส์ ซึ่งตำแหน่งสูงสุดในชีวิตที่เขาต้องการมีเพียงอย่างเดียว ก็คือการได้ขึ้นเป็นอาจารย์ใหญ่ของฮอกวอตส์ 

ร้านหัวหมู โดยอาเบอร์ฟอร์ธ ดัมเบิลดอร์เป็นเจ้าของ

          ส่วนอาเบอร์ฟอร์ธ นั้นหลังจากเขาจบจากฮอกวอตส์ เขาได้เป็นบาร์เทนเดอร์ รวมถึงเป็นเจ้าของร้านหัวหมู กิจการขนาดเล็กของเขาที่อยู่ในหมู่บ้านฮอกส์มี้ด


อัลบัส ดัมเบิลดอร์ขณะดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ฮอกวอตส์

+หลังจากที่อัลบัส ได้ดำรงตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ออกวอตส์

          ในระหว่างที่อัลบัสได้ดำรงตำแหน่งเป็นอาจารย์ใหญ่ เขาก็ได้เปิดรับนักเรียนมากมาย โดยไม่แบ่งเชื้อสายและสายเลือด แตกต่างจากอาจารย์ใหญ่ท่านก่อนๆ อย่างเช่น ในกรณีของ รีมัส ลูปิน เมื่อยังเด็กรีมัสกลัวว่าเขาจะไม่สามารถเข้าโรงเรียนได้ เนื่องจากเขานั้นติดเชื้อมนุษย์หมาป่า จากการถูกทำร้ายโดย เฟนเรีย เกรย์แบ็ก แต่อัลบัสก็ไม่ได้กีดกันเขาแต่อย่างใด โดยอัลบัสได้ให้เหตุผลว่า ตราบใดที่เขาระมัดระวังตัวเองอย่างดี ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องห้ามไม่ให้เขาเข้าเรียน ดังนั้นต่อมาเมื่อรีมัสเข้าเรียน อัลบัสจึงเตรียมสถานที่หลบภัยขณะที่เขากลายร่างเป็นมนุษย์หมาป่าอย่าง ‘เพิงโหยหวน’ ไว้ โดยมีต้นวิลโลว์จอมหวดคอยป้องกันไม่ให้นักเรียนหรือคนอื่นๆเข้าใกล้บริเวณนั้น ต่อมา ‘เซเวอร์รัส สเนป’ ได้รู้ความลับนี้เข้า อัลบัสเองก็ขอร้องให้เซเวอร์รัสปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับด้วยเช่นกัน


อัลบัส ดัมเบิลดอร์โดนเซเวอร์รัส สเนปปลิดชีพ

+บั้นปลายชีวิตของอัลบัส ดัมเบิลดอร์

          หลังจากยุคของกรินเดลวัลด์จบลง อัลบัสมีส่วนสำคัญและเป็นแกนนำหลักในการวางแผนพิชิตเจ้าแห่งศาสตร์มืดคนใหม่อย่างลอร์ด โวลเดอมอร์ ทั้งการก่อตั้งภาคีนกฟินิกซ์เพื่อต่อสู้กับกลุ่มผู้เสพความตาย ซึ่งน้องชายของเขา อาเบอร์ฟอร์ธ ก็ได้เข้าร่วมในภาคีด้วย แม้ว่าในการต่อสู้ครั้งนี้ตัวอัลบัสเองจะต้องยอมสละชีวิตในช่วงท้าย โดยวานให้เซเวอร์รัส สเนปเป็นผู้ลงมือฆ่า

สมาชิกภาคีนกฟีนิกซ์รุ่นแรก

          อัลบัส ดัมเบิลดอร์เสียชีวิตเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ค.ศ. 1997 ในวัย 115 ปี ร่างของเขาถูกฝังในสุสานหินอ่อนสีขาวซึ่งตั้งอยู่ ณ ริมทะเลสาบของฮอกวอตส์ สถานที่ที่เขาผูกพันมาชั่วชีวิต ซึ่งในวาระสุดท้ายของเขา อัลบัสก็ได้ส่งมอบภารกิจพิชิตโวลเดอมอร์ต่อไปยังแฮร์รี่ และด้วยความช่วยเหลือและการเสียสละของอัลบัสตลอดมา สุดท้ายแฮร์รี่ก็สามารถเอาชนะโวลเดอมอร์ได้สำเร็จ ในปี ค.ศ. 1998


สุสานหินอ่อนของอัลบัส ดัมเบิลดอร์



/////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////////

จบแล้วค้าบบบ สำหรับตระกูลดัมเบิลดอร์ ยาวใช่มั้ยครับ แต่ความจริงแล้วมันยาวกว่านี้อีกครับ ฮ่าๆ เพียวเลยจะขอตัดออกไปบางส่วนเพื่อเอาไปไว้ในประวัติของอัลบัส ดัมเบิลดอร์แยกอีกทีครับ ขอบคุณทุกคนที่ติดตามอ่านนะครับ ขอบคุณจากใจ ฝากเป็นกำลังใจให้เพียวด้วยการกดโหวต และกดรีมายด์บล็อกนี้ให้ด้วยนะครับ ที่สำคัญอย่าลืมกดซับเพื่อที่จะไม่ได้พลาดบทความต่อไป ฝากด้วยนะค้าบบบ :)


เรื่องต่อไปเพียวจะลงการก่อตั้งฮอกวอร์ต และอิลเวอร์มอนีต่อกันเลยครับ ฝากติดตามด้วยนะครับ


เรียบเรียงโดย : เพียวกามอตส์⚡️ - มือปราบมาร

13/06/20

#MindsTH #HarryPotter #Hogwarts #AlbusDumbledore #Wizardingworld