รัฐไทยกำลังใช้ "การจับกุม" เพื่อหวังผลทางการเมือง

เมื่อรัฐไทยกำลังใช้ "การจับกุม" เพื่อหวังผลทางการเมือง การจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวกับการชุมนุมของประชาชนในช่วงวันที่ 13-21 ตุลาคม 2563 ทำให้เกิดคำถามถึงเจตนาที่แท้จริงของรัฐ เพราะหลายกรณีพบว่า การจับกุมของเจ้าหน้าที่ไม่ได้คำถึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและกรอบของกฎหมายอย่างเพียงพอ เช่น การเร่งรัดจับกุมผู้ต้องหาที่ไม่ได้มีเจตนาหลบหนี หรือการเร่งรัดออกหมายจับโดยไม่มีเหตุผลอันควร ซึ่งการกระทำดังกล่าวส่อให้เห็นการหวังผลทางการเมืองแอบแฝงของภาครัฐ ที่ต้องการลดทอนความชอบธรรมของผู้ชุมนุมด้วยข้อหาร้ายแรง และพยายามยุติการชุมนุมทางอ้อม โดยการมุ่งจับเฉพาะบรรดาแกนนำผู้จัดการชุมนุม บุคคลย่อมไม่ถูกจับกุมและควบคุมตัวตามอำเภอใจ การจับกุมและควบคุมตัวถือเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง การจับกุมและควบคุมตัวมีผลต่อความปลอดภัยต่อร่างกายหรือชีวิต ดังนั้น เพื่อให้ มนุษย์ทุกคนมีหลักประกันในด้านความปลอดภัย รวมถึงให้รัฐมีเครื่องมือในการดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในสังคมได้ จึงต้องมีการวางกรอบหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวกับการจับกุมหรือควบคุมตัวบุคคลไว้ในกฎหมายทั้งระดับสากลและระดับประเทศ ดังนี้ กฎหมายระดับสากลหรือกฎหมายระหว่างประเทศ อาทิ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง ข้อ 9 ระบุว่า "บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภยัของร่างกาย บุคคลจะถูกจับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ บุคคลจะถูกลิดรอนเสรีภาพของตนมิได้ยกเว้นโดยเหตุและโดยเป็นไปตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย" กฎหมายระดับรัฐธรรมนูญ หรือ รัฐธรรมนูญ ปี 2560 มาตรา 28 วรรคหนึ่งและวรรคสอง บัญญัติว่า "บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย การจับและการคุมขังบุคคลจะกระทํามิได้ เว้นแต่มีคําสั่งหรือหมายของศาลหรือมีเหตุอย่างอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ..." การจับกุมต้องมีหมายจับหรือมีเหตุผลอันสมควร เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากลตามกฎหมายระหว่างประเทศที่ไทยได้ให้การรับรอง รวมถึงเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายสูงสุดอย่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิอาญาฯ) จึงได้กำหนดหลักการและเงื่อนไขในการจับกุมตัวบุคคลไว้ ดังนี้ ประมวลวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 78 บัญญัติว่า "พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับหรือคำสั่งของศาลนั้นไม่ได้ เว้นแต่ (1) เมื่อบุคคลนั้นได้กระทำความผิดซึ่งหน้าดังได้บัญญัติไว้ในมาตรา 80 (2) เมื่อพบบุคคลโดยมีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าผู้นั้นน่าจะก่อเหตุร้ายให้เกิดภยันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินของผู้อื่นโดยมีเครื่องมือ อาวุธ หรือวัตถุอย่างอื่นอันสามารถอาจใช้ในการกระทำความผิด (3) เมื่อมีเหตุที่จะออกหมายจับบุคคลนั้นตามมาตรา 66 (2) แต่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ (4) เป็นการจับผู้ต้องหาหรือจำเลยที่หนีหรือจะหลบหนีในระหว่างถูกปล่อยชั่วคราวตามมาตรา 117" กล่าวโดยสรุปก็คือ การจับกุมโดยทั่วไปแล้วต้องเป็นการจับกุมภายใต้การออกหมายจับ เว้นแต่เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า หรือมีพฤติการณ์จะไปก่อเหตุร้ายต่อผู้อื่นโดยใช้อาวุธ หรือการจับกุมบุคคลที่อยู่ระหว่างหลบหนีจากการกระทำความผิด ซึ่งการออกหมายจับก็มีหลักเกณฑ์และเงื่อนไข ตามประมวลวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 66 ซึ่งกำหนดว่า "เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี หรือ (2) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี หรือจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น ถ้าบุคคลนั้นไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง หรือไม่มาตามหมายเรียกหรือตามนัดโดยไม่มีข้อแก้ตัวอันควร ให้สันนิษฐานว่าบุคคลนั้นจะหลบหนี" กล่าวโดยสรุปก็คือ การออกหมายจับเพื่อให้เจ้าหน้าที่รัฐสามารถจับกุมตัวบุคคลได้นั้น ต้องเข้าหลักเกณฑ์ว่า ต้องมีโทษจำคุกเกินกว่าสามปี หรือ เป็นบุคคลที่มีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี จะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือก่อเหตุอันตรายประการอื่น รัฐไทยกำลังใช้ "การจับกุม" เพื่อหวังผลทางการเมือง แม้ในเจตนารมณ์ของกติกาสากลระหว่างประเทศและรัฐธรรมนูญจะมุ่งคุ้มครองประชาชนจากการจับกุมและควบคุมตัวตามอำเภอใจและต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติยังพบว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้คำถึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนเพียงพอและมีการหวังผลทางการเมืองแอบแฝง อันจะเห็นได้จากการจับกุมผู้ต้องหาที่เกี่ยวกับการชุมนุมของกลุ่ม "คณะราษฎร" ตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2563 เป็นต้นมา เพราะมีทั้งการเร่งรัดออกหมายจับโดยไม่มีเหตุอันควร รวมถึงการบุกจับผู้ต้องหาที่ไม่มีเจตนาจะหลบหนี ตัวอย่างของปัญหาการจับกุมที่ไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างแรก ก็เช่น กรณี 'เอกชัย หงส์กังวาน' ที่ถูกออกหมายจับในข้อกล่าวหาว่า "ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชชินี" หลังผู้ชุมนุมได้เข้าไปผลักดันแนวกันของตำรวจก่อนจะพบว่ามีขบวนเสด็จในจุดดังกล่าว ซึ่งหลังการออกหมายจับ เอกชัยได้โพสต์เฟสบุ๊กส่วนตัวว่าจะเข้าไปพบเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจนครบาลดุสิต แต่ทว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าจับกุมเอกชัยในระหว่างการเดินทางไปรายงานตัว การจับกุมเอกชัย หากมองแต่เพียงผิวเผินจะพบว่า เป็นการจับกุมตามหมายจับ แต่ถ้าคิดย้อนไปถึงเจตนารมณ์ของการจับกุมหรือการใช้อำนาจลิดรอนสิทธิเสรีภาพของบุคคล การกระทำดังกล่าวต้องเป็นไปเพื่อป้องกันผู้คนหรือสังคมจากการกระทำความผิดของผู้ต้องหา หรือ ป้องกันผู้ต้องหาจะหลบหนีไม่ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แต่กรณีของเอกชัยไม่ได้เข้าข่ายจะก่อเหตุภยันตรายต่อสังคม และไม่ได้กำลังจะหลบหนี แต่กลับมีการจับกุมอย่างอุกอาจเกินความจำเป็น กรณีตัวอย่างถัดมา คือ การจับกุม 'ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล' หนึ่งในแกนนำของกลุ่มประชาชนปลดแอก โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจอ้างว่ามีหมายจับในข้อหาฝ่าฝืนข้อกำหนดห้ามการชุมนุมตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ จากการชุมนุมที่ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2563 ซึ่งการออกหมายจับดังกล่าวเป็นการเร่งรัดออกหมายจับโดยไม่จำเป็น เนื่องจาก หากพิจารณาจากฐานความผิดของข้อหา พบว่า มีโทษจำคุกสูงสุดเพียงสองปี จึงไม่ใช่ฐานความผิดที่เข้าข่ายออกหมายจับได้ตาม ป.วิอาญาฯ มาตรา 66 อีกทั้ง การจะอ้างเหตุอื่นจำเป็นจะต้องมีเหตุอันควรเชื่อว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี หรือ ไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน หรือก่ออันตรายประการอื่น แต่ทว่า ยังไม่มีข้อเท็จจริงปรากฎว่า 'ภัสราวลี' จะกระทำการดังกล่าว และการกล่าวอ้างว่า ผู้ต้องหาจะกระทำความผิดฐานจัดการชุมนุมอีก ก็ขัดต่อหลัก "สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์ (presumption of innocence)" เพราะยังไม่สามารถยืนยันได้ว่า การชุมนุมของกลุ่มคณะราษฎรเป็นการชุมนุมที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ และหากเป็นเพียงการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธก็ย่อมได้รับการคุ้มครอง สุดท้ายแล้ว การจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวกับการชุมนุมของประชาชนในช่วงวันที่ 13-21 ตุลาคม 2563 ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า เจ้าหน้าที่รัฐกำลังใช้อำนาจจับกุมกับผู้ชุมนุมที่ไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและในขณะเดียวกันก็เป็นการจับกุมที่มุ่งหวังผลทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการลดทอนความชอบธรรมของกลุ่มผู้ชุมนุมให้ดูเหมือนผู้กระทำความผิดร้ายแรง รวมถึงเป็นความพยายามที่จะยุติการชุมนุมทางอ้อม โดยการมุ่งจับเฉพาะบรรดาแกนนำผู้จัดการชุมนุมอย่างเร่งรัด Cr.iLaw #Thailand #Midnsth #ThaiLaw #ThaiPolitics

thumb_up11thumb_downchat_bubble