ตอนเรียนจบเป็นหมอใหม่ๆ ออกไปอยู่ รพ.ชุมชน เราหงุดหงิดตลอด ทำไมคนไข้ไม่มาตามนัด ทำไมคุมน้ำตาลไม่ได้ ทำไมปวดหลังแล้วไม่รู้จักพัก ทำไมๆๆๆ (เราร้ายกาจถึงขั้นที่เคยคิดว่า ... ชอบมาหาหมอกันช่วงพักทำนา ก็เพราะไม่มีอะไรจะทำอ่ะสิ) จนวันนึงพี่พยาบาลคนนึงหันมาพูดกับเราว่า .. หมอ หมอมาจากเมืองใหญ่ ครอบครัวหมอไม่เคยปล่อยให้หมอลำบาก หมอเคยรู้ไหมว่าบ้านคนไข้อยู่ไกลแค่ไหน หมอเคยรู้ไหมว่าเค้าได้เงินวันละเท่าไหร่ เสียค่ารถกี่บาท การมาหาหมอเขาต้องแลกด้วยอะไรบ้าง เค้าต้องดูแลคนในครอบครัวกี่คน... จากวันนั้นเราก็หัดหุบปาก แล้วมองสิ่งต่างๆ รอบตัวเอง ถึงได้หัดรู้จักจะมองคนเป็นคน (วาทกรรมอมตะที่สั่งสอนกันใน รรพ ไม่ช่วยอะไร เพราะมีตัวอย่างตะคอกตวาดคนไข้/พยาบาล/จนท/นศพ มีพฤติกรรมหรือวาจาที่ทำให้คนอื่นรู้สึกต่ำต้อย-- belittle-- ต่อคนรอบข้างอยู่ทุกวัน บอกเลยว่าตลอดการเป็น นศพ มีนับครั้งได้ที่เรารู้สึกว่าได้รับการยอมรับว่า "เป็นคน" เท่าๆ กันกะผู้ที่ถือตัวเองว่าอยู่ในลำดับชั้นทางสังคม (hierarchy) ที่สูงส่งกว่า.. เรื่องนี้จริงๆ ก็เป็นอีกประเด็นแยกอีกอย่างที่สมควรพูดถึง) ตอนแรกก็เหมือนคนอื่นๆ คิดว่าระบบประกันสุขภาพมันเหมือนตัวเกาะถ่วง (เพิ่งมาตาสว่างว่าตัวถ่วงของจริงคืออะไร ตอนเห็น งบ บริหารประเทศ ว่าเงินไปกระจุกกับคน "ครอบครัวเดียว" ขนาดไหน) แต่พอเรานั่งฟังคนไข้เล่าเรื่องต่างๆ เราถึงรู้ว่า ระบบมันช่วยปลดภาระให้คนที่ไม่มีเงินไปมาก แต่ก็ยังมากไม่พอ ยิ่งมีคนในครอบครัวป่วยเอง เรายิ่งรู้ว่าระบบมันไม่ช่วยเหลือเลย อยากได้ของดีก็ต้องใช้เส้นสาย คนที่ต้องมา รพ ไม่ได้แค่คนไข้เท่านั้น ครอบครัวก็ต้องเสียเวลา เสียเงิน เสียโอกาสด้วย แถมอะไรๆ ก็ไม่เอื้อ การร่วมดูแลผู้ป่วย เป็นไปได้ยากสุดๆ (เช่นต้องมาตรวจหาผู้เชี่ยวชาญ 2 คน ก็ต้องมาสองครั้งแยกกัน จะมาไกลขนาดไหนก็ไปจัดการชีวิตตัวเองเอาเอง) เรามองว่าจริงๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่แก้ลงในระบบได้ แน่นอนว่ามันยากมากๆ แต่มันก็ต้องเป็นไปได้ สุดท้ายผ่านมาเป็นสิบปีทุกครั้งที่ตรวจคนไข้แล้วเค้าเล่าเรื่องความเป็นอยู่ การเดินทาง เราก็ยังเจ็บเหมือนเดิม ทุกครั้งที่ต้องเสียคนไข้ หรือคนไข้ต้องนอนรพ.นานขึ้นโดยไม่จำเป็น เพราะความสามารถและศักยภาพของ รพ. มันไม่พอ เราก็ยังเสียใจ รู้สึกโกรธ ทุกครั้งที่สั่งยาแล้วโดนปฏิเสธเพราะ "สิทธิ์ไม่ผ่าน" เราก็ยังรู้สึกแย่ เราก็แค่อยากทำงาน/หน้าที่ของเราตามมาตรฐานแค่นั้น เราไม่เคยคิดว่าการทำงานนี้เป็นความวิเศษ เพราะเราก็คน เราทำอาชีพเพื่อเลี้ยงครอบครัว เลี้ยงตัวเอง แต่มันไม่สบายใจเพราะมันทำไม่ได้ตามมาตรฐานของเรา (disclaimer: เราไม่เคยอ้างว่าตัวเอง "ดี" เพราะเราไม่รู้ว่ามันกำหนดด้วยอะไร เราเชื่อในเรื่องการทำหน้าที่ของตัวเอง เราแค่พยายามจะทำตามหน้าที่ แต่ก็ยังมีน็อตหลุด ทำนิสัยไม่ดีกะคนอื่น) เราเชื่อว่า #การเมืองเป็นเรื่องของทุกคน และประชาธิปไตยเป็นระบบที่ทำให้เราสามารถ "เลือก" ตัวแทนไปเล่นการเมือง เป็นปากเป็นเสียงแทนเรา การ(ถูกทำให้)เชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องสกปรก นักการเมืองสกปรก อย่าไปยุ่งกะมัน มันเป็นการครอบกัน คือทำให้เรายอมละทิ้งโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในการบริหารนโยบาย บริหารประเทศ บริหารภาษี การนั่งบ่นๆ อยู่ที่บ้านเป็นครั้งคราว มันก็ได้แค่นั้น มันจะดีเท่าเลือกได้ว่าใครจะทำงานแทนเรา แล้วถ้าเค้าไม่ดีอย่างที่หวังก็ไม่เลือกกลับมาอีกได้ยังไง (ทุกระบอบไม่สมบูรณ์แบบ แต่สำหรับเราระบอบนี้มีข้อดีสุด) แต่ความจริงก็คือ เราพูดอะไรไม่ได้เลย จะอ้าปากก็ต้องคิด เราตั้งคำถามไม่ได้ เราตรวจสอบไม่ได้ว่าเงินภาษีไปทำอะไรกันแน่ ตัวแทนของเราทำงานไม่ได้ เพราะกติกาโกงๆ ที่ตั้งขึ้นมา แล้วใครๆก็ต้อง "เลีย" เอาตัวรอดไป จนในที่สุดเราพบว่าเราพอกะมันแล้ว (แน่นอนว่าไม่ได้มีปัจจัยเรื่องนี้แค่เรื่องเดียว แต่เรื่องนี้ก็สำคัญมาก เพราะมันเกี่ยวโยงกะเรื่องอื่นๆ ด้วย) ตอนนั้นเรามองไม่เห็นว่า "วงจรอุบาทว์ (vicious cycle)" นี้จะแก้ยังไง เราสิ้นหวังมากๆ กะทั้งการเมืองขั้นต้น จนถึงระดับประเทศ เราก็เลยเลือกทางชีวิตของเราเอง เรามองว่าเราก็คือคนที่งอมืองอเท้าคนนึง และเราก็เสียใจที่มันเป็นอย่างนั้น ถึงตอนนี้เรารู้สึกว่ากลับมามีความหวัง เพราะมีคนจำนวนมากที่เชื่อเหมือนเราว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ แล้วต้องลุกขึ้นมาเปลี่ยน เราห่างออกมาไกลจนทำอะไรไม่ได้แล้ว ได้แต่บอกว่าเป็นกำลังใจให้นะ เพราะเราเชื่อว่าตลอดชั่วอายุคนที่ผ่านมา ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะไปได้ไกลกว่านี้ แต่มันถูกกดทับไว้ด้วยระบบที่เอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มเล็กๆ ความพิเศษไปกว่านั้นคือคนที่อยากจะเปลี่ยนคือเยาวชนผู้เป็นเจ้าของประเทศ (เพราะคนรุ่นเรารวมถึงตัวเราไม่มีความกล้า เอาแต่พอพอ มันถึงมาลงเอยตรงนี้ ... เราละอายใจ) วันนี้เจ้าของประเทศตัวจริงออกมาแล้ว เราขอเอาใจช่วยสุดหัวใจ คนไทยจะได้เลิกเป็นทาสความเชื่อ ประเทศจะได้ไปต่อข้างหน้าเสียที #เอาภาษีคืนมาเปลี่ยนประเทศ #III ปล. มีคนบอกให้หันหน้ามาคุยกัน คุยกันดีๆ แต่คำถามก็คือแล้วให้คุยกะใครอ่ะ ก็คนที่ต้องการคุยไม่คุย มีแต่สร้างกติกาชุ่ยๆ โกงๆ เมื่อทนไม่ไหวมันก็ต้องตะโกนออกมา สิ่งที่ผู้ชุมนุมขอ เราว่ามันสมเหตุสมผล และพยายามประนีประนอมสุดๆ แล้ว ถ้าคุณแค่ไม่พอใจที่เค้าออกมา เราขอถามกลับว่าที่เค้าขอไม่ถูกยังไง แล้วถ้าไม่แก้จากตรงที่เค้าขอ เราจะพัฒนาประเทศด้วยอะไร... https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3855845797778234&id=100000585560860&sfnsn=mo
thumb_up30thumb_downchat_bubble2