356 views

คนร่วมขบวน: เสียงจากอดีตพยาบาลเสื้อแดงกลุ่มไนติงเกล “หน้าที่เราคือดูแลน้องๆ ให้ปลอดภัย” พี่ฐิ ผู้ตื่นตัวทางการเมืองผู้ไปมาทุกม็อบ ทุกศาล และทุก สน. =================== พี่เริ่มสนใจการเมืองมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะช่วงที่เกิดเหตุการณ์เดือนตุลาทั้งปี 2516 และ 2519 พี่อยู่ในช่วงรอยต่อระหว่างการเรียนกับการทำงาน ตอนที่เกิดเหตุการณ์สังหารนักศึกษาประชาชน 6 ตุลา 19 มีเพื่อนพี่มาชวนไปเข้าป่าแต่พี่ปฏิเสธเพราะตอนที่พี่สมัครเรียนต้องมีคนค้ำประกัน เค้าขอให้พี่สัญญาไว้ 2 อย่าง คือ จะเรียนให้จบและมาใช้ทุน ซึ่งพี่รับปากไว้ ถ้าเข้าป่าก็คงรักษาสัญญาไม่ได้หรืออาจตายในนั้น ถ้าเป็นแบบนั้นคนที่ค้ำประกันและมีบุญคุณกับพี่เค้าก็จะเดือดร้อน พอเรียนจบก็ไปเป็นพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐ งานของพี่เป็นงานที่ต้องเจอกับคนยากคนจน เห็นคนที่มารับการรักษาต้องยกมือไหว้หมอ ทั้งๆ ที่นั่นควรเป็นสิทธิของเขาที่จะต้องได้รับบริการจากรัฐ ช่วงที่พี่เริ่มทำงานยังมีการสู้รบระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) กับทหารของรัฐบาล พื้นที่ที่พี่ทำงานเป็นพื้นที่สีชมพูด้วย ระหว่างที่ทำงานก็จะมีทหารพาพวกพี่ที่เป็นข้าราชการใหม่ไปอบรมเป็นระยะๆ ซึ่งมันน่าจะไม่ใช่การอบรมธรรมดาแต่เป็นปฏิบัติการจิตวิทยา การรัฐประหารปี 49 แวดวงที่พี่ทำงานก็พอมีคนรู้ข่าวคราวเรื่องการรัฐประหารมาบ้าง พอได้ยินว่าวันที่ 19 (กันยายน) จะมีรัฐประหารพี่ก็โทรไปเช็คข่าวกับสันติบาลที่รู้จักกัน เค้าบอกว่าตอนนี้ทหารเต็มทำเนียบฯ แล้ว พอมีการชุมนุมต่อต้านรัฐประหารช่วงปี 2549 พี่ยังไม่เข้าร่วมแบบเต็มตัวเพราะตอนนั้นยังทำงาน แล้วการเป็นพยาบาลเวลาทำงานก็ไม่แน่นอน บางทีเข้าเวรกว่าจะออกก็เที่ยงคืน ไปถึงการชุมนุมมันก็วายหมดแล้ว เลยไม่ได้ไปร่วมอะไรจริงจัง ได้แต่คิดไม่พอใจอยู่ข้างในว่าตอนนี้ประเทศกำลังไปได้ดี แต่คุณ (ทหาร) มาทำอะไรแบบนี้ ทำไมไม่ปล่อยไปตามระบบ อีก 4 ปีถ้าประชาชนเขาไม่พอใจเขาก็เลือกคนใหม่พรรคใหม่เอง พอคุณไปยึดอำนาจกลายเป็นว่าเศรษฐกิจที่กำลังดี การพัฒนาประกทศที่กำลังไปข้างหน้ามันถอยหลัง มันย้อนกลับหมด พี่มาร่วมการชุมนุมแบบจริงจังก็ตอนปี 53 ตอนนั้นมองว่าการชุมนุมมันเป็นการชุมนุมใหญ่ น่าจะต้องมีคนคอยดูแลเรื่องคนเจ็บไข้ได้ป่วย พี่กับเพื่อนเลยรวมตัวกันเป็นทีมแพทย์ไนติงเกล ระดมทุนหากันหาซื้อหยูกยา อุปกรณ์ต่างๆ ทีมเราเริ่มเข้าไปในพื้นที่การชุมนุมตั้งแต่วันแรก เข้าไปตั้งเต๊นท์ฝั่งโรงเรียนสตรีวิทย์ พอเขาสลายการชุมนุมตอนเดือนเมษาพี่ก็อยู่ในเหตุการณ์ การเรียนพยาบาลทำให้เรามีไหวพริบรับสถานการณ์ฉุกเฉิน พอเขาเริ่มโยนแก๊สน้ำตาพี่ก็สั่งทุกคนในเต๊นท์ให้หาน้ำสะอาด หาผ้ามาเช็ดหน้า มันก็พอช่วยบรรเทาอาการจากแก๊สน้ำตาได้บ้าง จริงๆ วันนั้นเต๊นท์ของพี่โดนไม่หนักมาก ได้ยินว่าเต๊นท์ฝั่งถนนดินสอโดนหนักกว่านี้ มีคนถูกยิง แต่พี่ก็ไม่ได้ผละไปช่วยเขาเพราะต่างคนต่างต้องทำหน้าที่ของตัวเองไป ถ้าผละไปฝั่งของเราก็คงเสียกระบวนและถึงไปก็คงช่วยเต๊นท์อีกฝั่งไม่ได้มากนัก ถ้าถามทัศนคติที่คนอื่นๆ มองคนเสื้อแดงในยุคนั้น คงต้องบอกว่าหลายคนอาจจะเกลียดคนเสื้อแดง ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเขาไม่รู้ไม่เห็นว่าคนเสื้อแดงถูกกดทับมาอย่างไร ไม่รู้ว่าพวกเขารู้สึกเหมือนถูกปล้นชีวิตที่ดีไปเพราะรัฐบาลที่พวกเขาคิดว่าทำให้พวกเขาเริ่มลืมตาอ้าปากได้ถูกยึดอำนาจไปต่อหน้าต่อตา หลังการรัฐประหารมีคนเสื้อแดงส่วนหนึ่งเลือกที่จะเก็บเสื้อสีแดงไว้ ไม่เอามาใส่ พี่คงตอบไม่ได้ว่าทำไมพวกเขาเลือกจะทำอย่างนั้น แต่สำหรับตัวพี่ พี่ยังยืนยันใส่เสื้อแดงเหมือนเดิม เราจะใส่เสื้อไม่ว่าสีอะไรรวมทั้งสีแดงมันก็เป็นสิทธิของเรา การใส่เสื้อเหมือนเป็นการยืนยันตัวตนและอุดมการณ์ของเรา มาดูได้เลยเสื้อของพี่แต่ละตัวมีข้อความแบบเจ็บๆ คันๆ ทั้งนั้น วันที่ 14 สิงหาที่มีชุมนุมที่จุฬาฯ จำได้ว่าวันนั้นฝนตกหนัก พี่กับเพื่อนเลี้ยวรถเข้ามาแล้วแต่ยังไม่ทันได้จอดรถก็มีโทรศัพท์ด่วนว่าเพนกวิ้นถูกเอาตัวไป สน.สำราญราษฎร์ เลยตามไปและพลาดฟังที่น้องคนหนึ่งเขาปราศรัยถึงคนเสื้อแดงและอ่านกวีจากดินถึงฟ้าของคุณณัฐวุฒิ เรื่องนี้พี่มารู้ทีหลังพี่ก็ดีใจและตื้นตันใจ ดีใจที่น้องเขาเห็นคุณค่าหรือสิ่งที่คนเสื้อแดงเคยทำมา ดีใจแทนคุณณัฐวุฒิที่น้องเขาหยิบบทกวีมาอ่านกลางจุฬาฯ หลังจากนั้นพี่ก็เริ่มเห็นเพื่อนๆ บางคนหยิบเสื้อแดงกลับมาใส่กันอีกครั้งหนึ่ง การเคลื่อนไหวของน้องๆ มันมีพลังและมีคุณค่านะ ก่อนหน้านี้เราพูดกันว่า ทำไมพวกนิสิตนักศึกษาไม่ออกมา ตอนนี้พวกเขาออกมาแล้ว ออกมาโดยไม่ต้องมีใครชวน ออกมาถือธงนำ ถ้าเทียบกับช่วงก่อนหน้านั้นอย่างช่วงทำประชามติรัฐธรรมนูญหรือช่วงนักศึกษา 14 คนมาชุมนุมแล้วถูกจับ พี่ว่าเมืองไทยเปลี่ยนไปมาก และเปลี่ยนไปเร็ว น้องๆ บางคนเพิ่งเข้ามหาลัยก็กลายเป็นผู้นำเราในการชุมนุมได้แล้ว ตรงนี้พี่เคารพน้องๆ เขานะ ถึงแม้ตัวพี่เองจะเห็นจะผ่านอะไรมาหลายอย่างเทียบกับน้องๆ รุ่นนี้ แต่น้องเขาก็จัดการหลายอย่างได้ดี ก่อนหน้านี้เราถามกันว่านิสิตนักศึกษาเยาวชนไปไหน วันนี้เขาถือธงนำแล้ว สิ่งที่คนรุ่นพี่หรือรุ่นก่อนๆ ควรทำคือถอยหลังออกมายืนเป็นกรอบ เป็นกรอบเป็นโล่ที่คอยปกป้องดูแลน้องๆ อาจจะคอยให้คำแนะนำบ้างแต่ต้องไม่ล้ำเส้น ไม่สั่งสอน ให้เขาตัดสินใจเอง เราต้องนึกไว้เสมอว่าอนาคตมันเป็นของพวกเขา คนรุ่นพวกพี่อนาคตมีแต่จะหดสั้นลงตามวัยที่มากขึ้น แต่พวกน้องเขายังมีอนาคตรออยู่อีกไกล พวกเขาก็ควรเป็นคนตัดสินใจ สิ่งสำคัญที่คนรุ่นพี่หรือรุ่นอื่นๆ ควรจะต้องทำคือดูแลให้น้องๆ ปลอดภัย cr iLaw #mindsth #thailand #whatshappeninginthailand

thumb_up49thumb_downrepeat11chat_bubble