57 views
หากการต่อสู้เพื่อสิทธิความเท่าเทียมทางเพศ เป็นสิ่งที่เป็นสากล เหตุใดผู้ชายถึงเป็นได้แค่ "พันธมิตร" ของ เฟมินิสต์ แต่ไม่สามารถเป็น เฟมินิสต์ได้ นี้คือการดูถูกและกีดกันผู้ชายออกไปจากการร่วมขบวนการต่อสู้และเรียกร้องความยุติธรรมหรือไม่ หากการให้เหตุผลว่า "ผู้ชายที่เป็นเฟมินิสต์มักได้รับความสำคัญและความสนใจมากกว่าเฟมินิสต์คนอื่น ๆ " และกล่าวว่ากระบวนการต่อสู้ของคุณมาจากการต่อสู้ของผู้ถูกกดขี่ ดังนั้น "การเพิ่มพื้นที่ให้คนที่ถูกกดขี่ได้เล่าเรื่องเจ็บปวดและประสบการณ์ของตนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เป็นสิ่งที่ดีมากกว่าเป็นฝ่ายเล่าแทน" นั้นย่อมเป็นการตีตรา และสนับสนุน วาทกรรมชายเป็นใหญ่ ให้ดำรงอยู่ เพราะเป็นการซ้ำเติมว่า ผู้ชายไม่ได้เป็นผู้ที่เจ็บปวดกับความ อยุติธรรมนี้อย่างแท้จริง กระบวนการต่อสู้ในรูปแบบนี้จึงเป็นเพียง การต่อสู้ที่เห็นแต่อัตลักษณ์ของตัวฉัน (I) และผลักสิ่งที่ไม่เข้าพวกออกไปให้กลายเป็นอื่น (the other) แต่เป็นการผลักที่ไม่ต้องการให้กลายเป็น ศัตรู (enemy) โดยสิ้นเชิง แต่เป็นการผลักเพื่อให้เกิดสถานะชั้นรองสำหรับกีดกันและขูดรีดเท่านั้น คือเป็น พันธมิตร (ally) และจงสำเนียกตัวเองไว้ว่าคุณไม่ใช่ส่วนหนึ่งของขบวนการ ในขณะเดียวกัน หากจะพูดถึง หนึ่งในหัวใจหลักของการต่อสู้ เราควรกล่าวถึงการมี empathy ไม่ใช่เพียง sympathy ในขณะที่ sympathy เป็นความเห็นอกเห็นใจ ที่สะท้อนผ่านมุมมองของความไม่เท่าเทียมในความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่เหนือกว่า และไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับผู้ถูกกดขี่อย่างแท้จริง ในโลกที่เราไม่สามารถบอกได้อย่างเต็มปากว่าเราสามารถ "เข้าใจ" ความรู้สึกของคนอื่นได้อย่างแท้จริง การเรียกร้องให้อีกฝ่ายมี sympathy ให้ต่อตัวเองนั้นจึงเป็นการขอที่ขาด sympathy ต่ออีกฝ่าย และท้ายที่สุดก็จะนำมาซึ่งการเห็นอกเห็นใจปลอม ๆ เป็นความสัมพันธ์ที่โกหกและเสเสร้ง ไม่ใช่ความร่วมมือที่เกิดจากความเห็นร่วมกันอย่างแท้จริง การมี empathy จึงเป็นทางออกที่จะไม่กดดันแนวร่วมของขบวน เพราะเป็นการไม่เรียกร้องให้ใครต้องเสแสร้งรับรู้ ความเจ็บปวดของอีกฝ่าย เป็นการรับฟังและยอมรับเรื่องราวในแบบที่มันเป็น ซึ่งเปิดพื้นที่ให้กับ "ความไม่เข้าใจ" ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดา ในความสัมพันธ์ของมนุษย์ เมื่อเราไม่สามารถเข้าใจความรู้สึกของใครได้ การทำงานในขบวนการต่อสู้ที่เป็นสากลจึงควรเป็นการต่อสู้ที่ทุกคนสามารถเข้าร่วมได้ เราจะสามารถบอกได้อย่างไรว่าลูกชายที่เห็นแม่ถูกพ่อทำร้าย นั้นมีความเจ็บปวด น้อยไปกว่า ผู้หญิงที่ถูกสามีทำร้าย หรือความรู้สึกของผู้เฝ้ามองหรือผู้รับฟังนั้นก็เป็น ส่วนสำคัญในการต่อสู้กับผู้กดขี่ จะดีกว่าหรือไม่ถ้าเราไม่ต้องมาตั้งคำถามว่า ใครที่เจ็บปวดมากกว่ากัน หรือ ความรู้สึกของใครที่เป็นสิ่งจริงมากกว่ากัน ในเมื่อสิ่งที่ชุดประสบการณ์นั้นเผชิญมานั้นเป็นความอยุติธรรมเหมือนกัน การสร้างตัวตนที่เกิดจากความเป็น "เรา" (We) เป็นตัวตนที่เกิดขึ้นจากการรวมกันของ I และ the other นี่จะเป็นการต่อสู้ที่ไม่เกิดผู้ไร้เสียง และปราศจากการถือครองอำนาจโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เหมือนนั้น การต่อสู้จึงเป็นสิ่งสากล และเป็นการต่อสู้ของมนุษย์ทั้งมวล https://m.facebook.com/story.php?story_fbid=3146996528751708&id=100003241765748&sfnsn=mo&extid=7AKuiiDeBPgfrAwG
thumb_up8thumb_downrepeat2chat_bubble